ช้างเร่ร่อน ปัญหาคาใจ



ดิฉันเองเขียนเรื่องช้างเร่ร่อนมานาน กลับไปอ่านเรื่องเดิมก็แทบไม่มีอะไรแตกต่างจากปี 2536 แต่ปริมาณช้างที่ถูกนำมาเดินเพิ่มมากขึ้น จากที่เห็นไม่ถึง 10 เชือกในปี 2536 กลายเป็นร้อยในเมืองหลวง และอีกหลายร้อยในเมืองอื่น ๆ ทั่วประเทศ

เป็นเรื่องที่อึดอัดมานาน ไม่ค่อยมีความคืบหน้า ผู้ที่เรียกตนเองว่า "ชาวช้าง" ก็ยังคงนำช้างมาเดินในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และเมืองใหญ่ทั่วไปอย่างไม่เกรงกลัวอันตราย ทั้งที่มีตัวอย่างให้เห็นว่า ช้างตกท่อ ตกท้องร่อง ถูกรถชน คนที่พาช้างมาเดินก็บาดเจ็บ ถึงตายก็มี ช้างตายก็มาก ผู้ที่สัญจรไปมาเลี่ยงภัยกับการที่ช้างอาจตกใจ ตื่นกลัวสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่ว่าจะเสียงประทัด เสียงสุนัขเห่า เสียงบีบแตรรถ แล้วช้างออกวิ่ง อาจทำร้ายคน ไม่ใช่ความผิดของช้างเลยนะคะ ผู้ที่พาช้างมาก็เดือดร้อนเช่นกัน มีคนเมาไปตีช้าง ควาญช้างทำร้ายช้างเอง ช้างก็โกรธเป็น เหมือนกันเลยเหยียบเอาถึงตายมามากต่อมาก อีกอย่างหนึ่งคือ เมืองไม่ใช่ที่ที่จะให้ช้างมาเดิน พื้นก็เป็นคอนกรีตที่โดนความร้อนจากแสงแดด ร้อนจัด มลพิษ ช้างตาเสียจากแสงจ้า ช้างเป็นวัณโรคปอดจากการสูดเอาควันพิษจากท่อไอเสียรถยนต์ งวงช้างก็เรี่ยอยู่ระดับท่อพอดี

เรื่องสำคัญก็คือ ผู้ที่นำช้างมาเดินนี้ไม่ใช่เจ้าของช้างตัวจริง ตัวจริงมีไม่กี่เปอร์เซนต์ เจ้าของคือนายทุนที่กว้านซื้อช้างมาให้เช่า บางทีก็เป็นช้างจากปางช้างของตน พอนักท่องเที่ยวน้อยลงก็ให้นำข้าวออกมาเดินขายผลไม่หรือของที่ลึก เช่น แหวน กำไลที่ทำจากจากหางช้าง ทาง"เพื่อนช้าง"และผู้ที่คัดค้านการนำช้างมาเดินตระหนักถึงปัญหาของความแห้งแล้งในภาคอีสาน แต่นี่ไม่ใช่ค่ะ นี่เป็นกระบวนการค้าช้าง ทำเงินมหาศาล นอกจากนั้นยังมีวาระซ่อนเร้นอื่นด้วยคือการกดดันว่ามีช้างเหลือเฟือ (Surplus Elephants) ไม่มีงานทำ เพื่อจะได้ส่งช้างออกนอกประเทศกันได้อย่างสบายใจ

การอ้างว่าพื้นที่แห้งแล้งนั้น ลองคิดดูกันว่าถ้าแล้งทำไมจึงมีการไปซื้อช้างมาเพิ่ม ไม่ใช่ตัวละถูก ๆ หลายแสนบาททีเดียว นำเงินที่ไหนมาซื้อ ซื้อมาจากที่ไหนกันคะ จากป่าใช่หรือไม่ ลูกช้างทั้งนั้นค่ะ พรากจากแม่ พรากจากครอบครัว แล้วมาอ้างว่าเป็นชางบ้าน เป็นมรดกตกทอดกันมา อ้างแม่ช้างตายเพราะถูกงูกัด ไม่มีนมให้ลูกช้างกินจึงต้องพามาหารายได้ สารพัดจะนำมาอ้าง พอเจ้าหน้าที่จับปรับก็จะอ้างหมอคนหนึ่งเสมอ เจ้าหน้าที่ก็เหนื่อย ลำบากใจ จะให้ตำรวจ เจ้าหน้าที่นำช้างออกจากถนนเอง ท่านก็ทำไม่ได้ เพราะไม่ใช่ช้างที่เป็นรูปปั้น จะได้ช่วยกันลากออกไปพ้นทาง แต่ของกลางนี่เป็น"ช้าง"ที่มีชีวิต หนักเป็นตัน บางตัวสองสามตัน ถ้าฟาดงวงฟาดงาใว่จะทำอย่างไร ต้องใช้ควาญช้างที่ชำนาญมาควบคุม ผู้ที่ท้าทายกฏหมายเหล่านี้ก็ทราบดีว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐมีข้อจำกัด จึงไม่เกรงกลัวใด ๆ

หลายปีหลังนี่เมื่อทาง"เพื่อนช้าง"ร้องเรียนไปยังหน่วยราชการที่เดิมเป็นผู้รับเรื่อง เป็นเจ้าภาพ ก็ไม่รับเรื่องแล้ว อ้างว่าช้างที่มาเดินถนนนี่ไม่ใช่ "ช้างป่า" เมื่อสอบถามว่าจะให้แจ้งหน่วยงานใด ก็มีการโยนไปโดยนมา หากเป็นในกรุงเทพมหานคร ก็ยังแจ้งได้ที่สายด่วนกทม. 1555 แต่ที่อื่นไม่มีคนรับเรื่อง

น่าแปลกใจมากที่เมื่อมีช้างป่วยจะเดินทางมาโรงพยาบาลช้างของมูลนิธิเพื่อนช้าง (ซึ่งเป็นแห่งแรกของโลก) ในป่าสงวนแม่ยาว อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง กลับถูกกักที่ด่าน เพราะเจ้าหน้าที่บอกเอกสารประกอบตัวช้างไม่ครบ ทั้งที่ช้างเชือกนั้นมีขาขาดรุ่งริ่ง ต้องได้รับการเยียวยาเร็วที่สุด เจ้าของต้องกลับไปเอาเอกสารที่จังหวัดตาก ช้างเชือกนั้นคือ "พังโม่ตาลา" ที่เหยียบกับระเบิดในปี 2542 ช้างต้องเดินรอนแรมมาสามวันสามคืนข้ามจากฝั่งพม่ามาไทยด้วยร่างกายอ่อนเพลีย อาการสาหัส และนี่คือการเลือกปฏิบัติหรือไม่ ที่ช้างสบายดีกลับเดินทางไปได้ทั่วประเทศ

การเฝ้าระวังโรคระบาดเป็นเรื่องที่เข้าใจดี แต่ทำไมไม่เห็นช้างป่วย ช้างบาดเจ็บเป็นเรื่องเร่งด่วน เป็นการสร้างทุกขเวทนาให้ "ช้าง" สิ้นสุดคำบรรยายจริงๆ ค่ะ

*****หลังการต่อสู้ยาวนานกว่า 17 ปี ของมูลนิธิเพื่อนช้างให้กรุงเทพฯ เป็นเขตปลอดช้าง กรุงเทพมหานครได้ออก "ข้อบัญญัติ" ห้ามช้างเดินแล้ว ตั้งแต่ กรกฎาคม 2553 โดยข้อบัญญัติดังกล่าวได้ให้มีการปรับ ยึด และปรับแม้กระทั่ง ผู้ให้ที่พักพิง หรือซื้ออาหารให้ช้าง*******

ขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่กำลังช่วยให้ "ช้างไทย" ได้มีโอกาสอยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสม

ขอวิงวอนให้จังหวัดอื่น ๆ ได้กรุณาประกาศเป็นเขตปลอดช้างเช่นเดียวกับกรุงเทพมหานครด้วยค่ะ