|
? ทุกครั้งที่มองไป สายตาของ "ฮันนี่" จะจับจ้องมองดิฉันอยู่เสมอ และบางครั้ง "ฮันนี่" จะพยายามขยับตัวมาหาจนดิฉันต้องคอยบอกว่า "แม่ไม่ได้ไปไหนจ้ะ ลูก! แม่อยู่ตรงนี้" บางทีดิฉันเดินไปซื้ออาหารหรือเดินไปโทรศัพท์ ก็ต้องเอากระเป๋าถือวางเอาไว้ให้เห็น ช้างน้อยก็จะรู้ว่าดิฉันไม่ได้ไป ไหนไกล และทุกครั้งที่ดิฉันปลอบหรือพูดคุยกับ "ฮันนี่" ดวงตาของแกจะจับจ้องอยู่ที่หน้าดิฉันและมีน้ำตารื้นอยู่เสมอ บางครั้งก็ไหลเป็นทางเหมือนจะบอกว่า "หนูเจ็บ" เมื่อดิฉันเอามือที่จับตัวแกไว้ออก "ฮันนี่" ก็จะใช้งวงมาจับมือไปยึดไว้ เสมือนหนึ่งจะพูดว่า "แม่....อย่าทิ้งหนูไปไหนนะจ๊ะ" ตลอดเวลาสอง สัปดาห์แรกที่รับเป็นเจ้าของไข้ช้างน้อย ในนาม "มูลนิธิเพื่อนช้าง" ดิฉันก็ไปที่สวนสัตว์ที่นำ "ฮันนี่" ไปฝากไว้ทุกวัน เพื่อคอยดูแลและปลอบโยน "ฮันนี่" เป็นช้างน้อยวัยเพียงสองขวบ ถูกรถขนดินชนที่อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ขณะนั้น (พ.ย.2536) โรงพยาบาลช้างของมูลนิธิเพื่อนช้าง ที่ลำปางยังไม่ได้สร้าง เพราะยังขาดเงินทุน จึงนำตัวฮันนี่มาที่โรงพยาบาลสัตว์จุฬาฯ แต่เนื่องจากไม่มีที่ให้ช้างพัก ดิฉันจึงไปขออาศัยสวนสัตว์ โดยมูลนิธิเพื่อนช้างเป็นผู้จ่ายค่าใช้จ่ายทุกเรื่อง เหตุการณ์นี้มีผู้ที่ทำเรื่องให้เจ็บปวดมาก ในโอกาสหน้าดิฉันจะเล่าให้ฟังนะคะ "ฮันนี่" มีบาดแผลฉกรรจ์ ตามที่คุณหมอปรีชา ได้ตรวจดูแล้วที่ลำปางว่า "ฮันนี่" คงกระดูกสะโพกหัก แต่เราต้องการให้ "ฮันนี่" ได้รับความช่วยเหลือและให้แกเจ็บปวดน้อยที่สุด แต่เรื่องกลับเป็นอีกอย่างหนึ่งแทน อย่างไรก็ตาม ดิฉันและผู้หวังดีก็พยายามช่วยกันค่ะ และเมื่อ "ฮันนี่" ขยับตัว เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดทรมานดังสนั่นไปทั่ว ทำให้หลายๆ คนเบือนหน้าหนีซ่อนน้ำตา หลายต่อหลายคนต้องเดินออกห่างเพื่อ กลั้นความสะเทือนใจ แต่ดิฉันไปไหนไม่ได้ "ฮันนี่" ต้องการแม่ และดิฉันต้องกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล บอกกับตัวเองว่า ร้องไห้ให้ "ฮันนี่" เห็นไม่ได้ เพราะ "ฮันนี่่" ต้องการกำลังใจ ดิฉันต้องนั่งอยู่ตรงหน้าช้างน้อย และคอยปลอบ พร้อมทั้งลูบแก้มและงวงไปมา พร่ำพูดตลอดเวลาว่า "ฮันนี่... อดทนนะลูกนะ" ฮันนี่ฟังนะคะ แกฟังทุกคำพูด แล้วก็ว่าง่ายเหมือนเด็กน้อยตัวอ้วนพี เมื่อทำการพลิกตัว "ฮันนี่" จะเจ็บมาก แต่เราต้องทำ เนื่องจากพยายามหลีกเลี่ยงการเกิดบาดแผลตามลำตัวจากการนอนกดทับ ดิฉันต้องคอยจ้องตา "ฮันนี่" ไว้ ส่งเสียงปลอบใจ "ฮันนี่" จะน้ำตาไหลและเอามือดิฉันไปอมไว้ในปาก เหมือนทารกน้อยๆ ไม่มีผิด และเมื่อตกกลางคืน ก่อนที่ฮันนี่จะหลับ ดิฉันต้องไปลาบอกฮันนี่ว่า "ฮันนี่ นอนนะลูกนะ หนูจะได้แข็งแรง พรุ่งนี้แม่จะมาใหม่" ฮันนี่ ก็จะหลับตานอน แต่บางคราว ฮันนี่ก็ไม่ยอมเอางวงมาดึงมือหรือจับขาดิฉันไว้เหมือนจะ บอกว่า "แม่...แม่จ๋า! อย่าทิ้งหนูไปนะ" ดิฉันจึงต้องนั่งลง กล่อมให้ช้างหน้อยหลับเสียก่อน แล้วจึงค่อยๆ ลุกขึ้นเพื่อกลับไป ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเวลาประมาณสี่ทุ่มไปแล้ว เมื่อเราสามารถพยุง "ฮันนี่" ขึ้นรถยกได้แล้ว ช้างน้อยก็ร่าเริงขึ้น แกว่งตัวไปมาในเครื่องพยุงเหมือนเด็กซนๆ คนหนึ่ง ครั้นดิฉันติดภาระกิจต้องเดินทางมาดูช้างที่ภาคเหนือกว่าสัปดาห์ (ตอนนั้นดิฉันยังไม่มีโทรศัพท์มือถือใช้ค่ะ) เมื่อกลับมาก็ได้รับแจ้งว่า ฮันนี่ มีอาการซึม ไม่ยอมกินอาหาร แต่เมื่อดิฉันไปถึงตัว ช้างน้อยก็ชูงวงขึ้นทักทาย แกว่งตัวไปมาอยู่ในเครื่องพยุงอย่างดีใจ และมีน้ำตาไหลพราก ดิฉันกอด ฮันนี่ ไว้ เช็ดน้ำตาให้ "แม่กลับมาแล้ว" เสียงใครคนหนึ่งพูดขึ้นข้างๆ "ช้างน้อยคงคิดถึงแม่กระมัง!" วันที่ ฮันนี่ ทรุดหนัก ลุกหมอบขึ้นกินอาหารไม่ได้ แล้วเราต้องกรอกอาหารให้ทางสายยางขณะที่ฮันนี่นอนอยู่ หัวของช้างน้อยอยู่บนตักดิฉัน ฮันนี่ ร้องไห้ ขณะที่ดิฉันและเจ้าหน้าที่ช่วยกัน ปลอบ น้ำตาที่ดิฉันกลั้นไว้พาลจะไหล แต่ดิฉันรู้ดีว่า ดิฉันร้องไห้ต่อหน้าฮันนี่ไม่ได้ ฮันนี่กำลังใจดีเหลือเกิน หลายวันผ่านไป ดิฉันทราบดีว่าโอกาสของ ฮันนี่ นั้นเหลือน้อยเต็มที เจ้าหน้าที่การท่าเรือฯ ที่มาพร้อมรถยกที่ดิฉันร้องขอ ไปและกลายเป็นพี่เลี้ยงคนหนึ่งถึงกับร่ำไห้ ดิฉันพยายามปลอบใจ ในที่สุดดิฉันเองกลับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ร้องไห้ไปกับเขาด้วย ฮันนี่ คงตกใจเลยร้องไห้ตามแม่ น้ำตาช้างน้อยไหลเป็นสาย ดิฉันกอดแกไว้ แล้วปลอบว่า "แม่ไม่ได้เป็นอะไรลูก ไม่ได้เป็นอะไรนะจ๊ะ" ฮันนี่จึงหยุดร้องไห้ แล้วเอียงหน้ามาซบเหมือนจะปลอบใจ ใน ที่สุด "ฮันนี่" ก็จากไป ในคืนวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2537 ทิ้งแม่ไว้กับคำสัญญาที่ให้ไว้ก่อนที่แกจะหมดลมว่า "ฮันนี่หลับตานะลูกนะ แม่ไม่ได้ไปไหน...แม่จะช่วยเพื่อนของฮันนี่ให้ ได้ หลับให้สบายเถิดลูกรัก........" จากเหตุการณ์ของช้างน้อย ฮันนี่ เป็นต้นมา ชาวไทยเริ่มตระหนักว่า "ช้างไทย" กำลังเดือดร้อน ฮันนี่ทุกข์ทรมาณนานกว่าสามเดือน จึงหมดลม และสร้างตำนาน "ช้างไทย" ขึ้น อีกทั้งภาพของ "โม่ตาลา" ช้างพังที่เหยียบกับระเบิดจนขาหน้าซ้ายรุ่งริ่ง ด้วยความเจ็บปวดสุดพรรณนา ดิฉันเข้าใจว่าไม่มีหัวใจดวงใดจะไม่สั่นไหว และสะเทือนใจกับภาพชีวิตนั้น ความร่วมมือที่ มูลนิธิเพื่อนช้าง ได้รับจากทุกฝ่าย ทั้งภาคเอกชน ภาครัฐ และประชาชนนั้นมากมายเหลือเกิน ท่านทั้งหลายที่มีส่วนร่วม และที่ส่งทั้งกำลังใจและทุนทรัพย์ทุกท่าน ขอได้รับความขอบคุณจาก "โม่ตาลา" ด้วยค่ะ ที่ทำให้ โม่ตาลา มีชีวิตรอดจนถึงวันนี้ได้ ? จากวันนั้นถึงวันนี้ โม่ตาลา ก็มีกำลังใจและสุขภาพดีนะคะ ตลอด เวลาที่ผ่านมา "เพื่อนช้าง" ได้แต่ภาวนาว่าช้างทุกเชือก ทุกตัวจะได้รับการดูแล แม้นว่า "เพื่อนช้าง" จะไม่สามารถขจัดปัดเป่าปัญหา ของช้างไทยได้เท่าที่ใจต้องการ แต่ก็ภูมิใจนะคะว่าได้พยายามทำ แล้ว "เพื่อนช้าง" เป็นเพียงอณูเล็กๆ ของสังคม พยายามต่อสู้ให้อยู่รอดเพียงเพื่อจะได้ทำตามปณิธานที่ตั้งไว้ "แม่จะช่วยเพื่อนของฮันนี่ให้ได้" โซไรดา ซาลวาลา ผู้ก่อตั้ง/กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิเพื่อนช้าง |
จากฮันนี่ถึงโม่ตาลา
Read 778 times
|
Published in
บันทึกหน้าสุดท้าย




