สายหมอกกับยอดดอย
สายหมอกยังคงอ้อยอิ่งอยู่บนยอดดอย เขาสูงเบื้องหน้าดูน่ากลัวยาม แสงตะวันเริ่มคล้อย เราเดินทางมาแล้วกว่าห้าชั่วโมง
แวะรับนายสายัณห์ ลูกชายเจ้าของช้างซึ่งออกมารอเราอยู่ที่อำเภอ แม่สะเรียงมาสองวันแล้ว เหตุเพราะเรามุ่งหน้าไปจังหวัดแพร่เพื่อ รักษาช้างป่วยที่มีอาการหนักที่นั่นก่อน จึงย้อนกลับมาลำปางเพื่อจัดยา เพิ่ม แวะเข้าเชียงใหม่เพื่อซื้อยาเพิ่มเติม
งานในโครงการสัตวแพทย์สัญจรเป็นโครงการที่ทำควบคู่ไปกับโครงการ โรงพยาบาลช้างของมูลนิธิฯ โดยการออกพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยมช้างใน หมู่บ้าน ไม่ว่าจะใกล้หรือห่างไกลเพียงใด หากเราสามารถไปได้ มูลนิธิฯจะไม่รีรอ แต่ในบางครั้งที่โรงพยาบาลช้างฯ มีช้างป่วยมาก สัตวแพทย์ไม่สามารถเดินทางไปได้ครบทุกที ก็จะประสานงานกับปศุสัตว์ในพื้นที่เพื่อทำการเช่วยเหลือ ปฐมพยาบาลช้างป่วยเชือกนั้น ๆ ก่อน
วันนี้ก็เช่นกันค่ะ สายัณห์บอกกับเราว่าอีกห้าสิบกิโลเมตรก็จะถึง บ้านเขา แต่ว่าห้าสิบกิโลนั้นใช้เวลาไปสองชั่วโมงครึ่ง เพราะเป็นทางในป่า เข้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน บนเส้นทางที่เป็นดินมีกำแพงดินอยู่ทั้งสองข้างซึ่งเกิดจากรถวิ่ง เป็นร่องลึกในหน้าฝน
เราย้ำรอยย่ำของยางรถยต์เข้าไปจนลับหายไปหลังยอดดอย แมวป่าตัวเล็กหันมามองแล้วกระโดดแผล็วเข้าพงหญ้าข้างทางไป เมื่อใกล้ถึงหมู่บ้านก็เจอทางน้ำกว้าง สายัณห์บอกให้เราขับรถลงไปได้ โดยบอกร่องน้ำไว้ "ซ้ายไว้ครับ ซ้ายไว้" จนรถปืนป่ายขึ้นฝั่งได้
เราถึงหมู่บ้านโพซอเมื่อเวลาทุ่มครึ่ง เจ้าของบ้านซึ่งเป็นพ่อของสายัณห์ รวมทั้งแม่และพี่น้องรออยู่ จุดตะเกียงและเทียนเอาไว้ให้ คณะของมูลนิธิฯ ซื้ออาหารสดมาจากในอำเภอแล้ว จึงไม่รบกวนเจ้าของบ้าน หุงหากับข้าวง่าย ๆ ข้าวสวย ปลาแห้งทอด แล้วก็ล้างหน้าแปรงฟัน เข้าห้องน้ำ ไม่มีใครอาบน้ำค่ะ ถึงแม้นว่าอากาศจะไม่หนาวจัด เพราะหมู่บ้านโพซออยู่เหนือน้ำทะเลเพียง 190 กว่าเมตร แต่ยอดดอยที่เราไต่ลดเลี้ยวมานั้นสูงกว่า 600 เมตร อากาศเย็นยะเยือก
ดิฉันเองส่วนใหญ่จะร่วมเดินทางออกพื้นที่ด้วยเสมอ แต่เพราะงานและสุขภาพไม่เอื้อ จึงเดินทางออกพื้นที่น้อยลง อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ดิฉันมุ่งมั่นจะมาให้จงได้ เพราะตั้งใจจะพบคุณครูที่โรงเรียนโพ ซอ ตำบลเสาหิน ในวันพรุ่งนี้.......
ฟ้ายังคงมืดอยู่เมื่อได้ยินเสียงตำข้าวและผ่าฟืน ดิฉันนอนฟังเสียงในความมืดซึ่งพวกเรานอนอยู่ในถุงนอนเรียงกันเป็น ตับ เพื่อรอแสงตะวันกลับมาเยือน เมื่อฟ้าสางจึงล้างหน้าแปรงฟัน เสื้อผ้าใส่กันอยู่ในชุดเดิม เริ่มทำกับข้าว น้ำพริกหนุ่มกับข้าวร้อน ๆ เพียงพอจะอยู่ได้จนถึงเที่ยงวัน
แปดโมงเราจึงพากันเดินทางไปยังป่าใกล้หมู่บ้าน ข้างลำน้ำสาละวิน น้ำลดลงจนเดินไปถึงกลางลำน้ำที่เป็นกรวดทรายได้ เสียงไม้เคาะกันดังมาเป็นระยะ เป็นเสียงของกระดึงที่สวมไว้ที่คอช้าง ควาญช้างจะจำช้างของตนได้จากเสียงนี้เอง เพราะเสียงกระดึงแต่ละอันจะไม่ซ้ำเสียงกัน ช้างพัง "แม่เปียง" มาถึงก่อน อายุได้ 40 ปีเศษ มีลูกช้าง "พังขนุน" มายืนอยู่ด้วยห่าง ๆ ทั้งที่อยู่ในวัยหย่านมแล้ว อายุน่าจะได้สัก 6-7 ปี แต่ท่าทางจะติดแม่อยู่มาก
แม่เปียงตัวสูงใหญ่ มีอาการเจ็บตาทั้งสองข้าง คุณหมอปรีชาตรวจดูพบว่ามีหนองอยู่ในดวงตาทั้งสอง โอกาสที่ตาจะบอดได้มีสูง จึงให้ควาญช้างขึ้นคอช้าง แล้วส่งขวดน้ำให้ล้างมือให้สะอาดก่อนเพื่อที่จะให้ควาญช้างใส่ยา ตาให้ช้าง เทคนิคการใช้ครีมป้ายตาช้างกับหยอดตาให้ช้างต้องมีความ ชำนาญเฉพาะค่ะ ฝึกกันบ่อย ๆ ก็จะเก่งไปเอง
คุณหมอฝากยาไว้ 24 หลอด ให้ใส่ยาตามกำหนดสามวัน แล้วให้มัดช้างเพื่อฉีดยาให้ กำชับว่าหากแม่เปียงอาการไม่ดีขึ้นต้อง รีบเข้าอำเภอโทรศัพท์แจ้งคุณหมอด่วน และควรนำช้างส่งโรงพยาบาลช้างฯ ทันทีเพื่อเย็บตาปิดและทำการรักษาในขั้นต่อไป
นายน้อย พ่อของมนัสที่มาด้วยบอกว่ามีพัง "หมู่ปอน" อีกตัวหนึ่งอายุ 28 ปี เป็นของนายนะแก ตอนนี้อยู่ที่บ้านโพซอเช่นกัน แต่มัดอยู่ไกลในป่า อาการเหมือนแม่เปียง คุณหมอจึงฝากยาไว้ให้อีก 24 หลอด หากช้างอาการไม่ดีขึ้นให้รีบแจ้งด้วย
เห็นใจเหลือเกินว่ากว่าจะเดินทางออกจากหมู่บ้านมาอำเภอใช้เวลา เกือบสามชั่วโมง ทั้งหมู่บ้านมีรถปิคอัพคันเดียว ในหน้าฝนเดินทางไม่ได้เพราะ ทางขาด ทำให้เรา "พลาด" ไปแล้วครั้งหนึ่ง
.............................สองเดือนก่อนคุณหมอได้รับแจ้งว่ามี แม่ช้างตกลูก แต่ลูกช้างตายค้างอยู่ เป็นเพราะทางขาด ฝนตกหนัก เราเดินทางมาไม่ได้ ในที่สุดแม่ช้างก็ตายไปด้วย.........................................
เมื่อดูแลแม่เปียงเสร็จ ดิฉัน คุณหมอปรีชาพร้อมคณะจึงเดินทางต่อ ไปยังโรงเรียนโพซอซึ่งอยู่ในหมู่บ้าน เพื่อแสดงความเสียใจที่เรามาไม่ได้ ฝนฟ้าไม่ช่วย ดิฉันคิดจะขอเฮลิคอปเตอร์เพื่อพาคุณหมอมา แต่ทัศนวิสัยไม่เอื้อ บินไม่ได้แน่เพราะไม่ปลอดภัยอย่างมาก ดิฉนเสียใจมากจริง ๆ ขอบคุณครูที่พยายามแจ้งข่าวให้มูลนิธิเพื่อนช้าง ทราย เด็ก ๆ เมียงหน้ามามองจากเรือนไม้ของโรงเรียน บางคนโบกมือให้ บางคนยกมือไหว้
ดิฉันและคณะฯ จากมาเมื่อแสงแดดเริ่มจ้า ภาระกิจในวันนี้เสร็จสิ้นลงแล้ว อีกเจ็ดชั่วโมงครึ่งเราจะถึงลำปาง ซึ่ง "พลายคำหมื่น" ช้างป่วยใหม่กำลังรอเราอยู่
ในชั่วโมงนี้ ชั่วโมงนี้ และวันหน้า จะมีอีกกี่ชีวิตที่รอคอยอยู่กลาง ป่าลึก และเสียชีวิตอย่างเจ็บปวด เดียวดาย โดยปราศจากใครใส่ใจนำพา.......................
ดิฉันได้แต่สะท้อนใจ......................................."แม่ เปียง กับ หมู่ปอน....โชคดีนะลูกนะ!.........."
Read 643 times
|
Published in
บันทึกหน้าสุดท้าย




