โครงการจัดการกับช้างอาละวาดและตกมัน
ระยะ เวลาดำเนินการ 2536 - ต่อเนื่อง
คน ส่วนใหญ่แม้จะเข้าใจถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ อันได้แก่ ป่าไม้ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช แต่ก็ยังขาดความเข้าใจถึงความสำคัญของสัตว์ป่า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบธรรมชาติที่ผูกพันกันอย่างแน่นแฟ้น
นับ แต่อดีตกาล ช้างที่อยู่ในผืนป่าธรรมชาติถูกคล้องเพื่อนำมาฝึกเพื่อใช้ในการศึกสงคราม ในการเดินทาง ในการชักลากซุง และในการบรรทุกสิ่งของ นักชีววิทยาด้านสัตว์ป่า อธิบายไว้ว่า "ช้าง เป็นสัตว์ขนาดใหญ่ จะต้องมีพื้นที่ป่าธรรมชาติอันกว้างขวาง ซึ่งในแต่ละวันช้างจะบริโภคอาหารมากถึง 200 กิโลกรัม (10% ของน้ำหนักตัว) ในระยะเวลา 18 ช.ม. เมื่อช้างถ่ายมูลออกมานั้นก็จะช่วยกระจายเมล็ดพันธุ์ไม้ ทำให้ป่าได้มีการวิวัฒนาการไปอย่างต่อเนื่อง จนเป็นผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ และเป็นแหล่งต้นน้ำ ลำธาร ไหลหล่อเลี้ยงคนเรามาทุกวันนี้ นั่นเอง"
หลาย ๆ ท่านอาจจะลืมไปว่า "ช้าง บ้านก็คือช้างป่านั่นเอง" ธรรมชาติของช้างเพศผู้และช้างเพศเมียในวัยเจริญพันธุ์ เมื่อมีความสมบูรณ์จะมีระดับฮอร์โมนสูง ทำให้มีอาการตกมัน เจ้าของช้างจะต้องคอยสังเกตและผู้ดูแลช้างจะต้องลดอาหารลง เพื่อไม่ให้ปริมาณฮอร์โมนในร่างกายของช้างเพิ่มมากขึ้น หยุดการใช้งานหนักและนำไปไว้ในที่ห่างไกลชุมชน (ล่าม โซ่ยึดไว้กับต้นไม้หากอาการยังไม่ดีขึ้น) แต่ถ้าหากไม่สามารถระงับอาการตกมันและช้างเกิดอาละวาดขึ้น เมื่อทราบเหตุ มูลนิธิฯ จะประสานงานไปยังภาครัฐในพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อส่งผู้ชำนาญไปยังพื้นที่ที่ช้างอาละวาดอยู่ เพื่อช่วยควาญช้าง หรือเจ้าของช้าง ระงับความเสียหายที่เกิดขึ้นและควบคุมตัวกลับ
โครงการ นี้ต้องการแรงสนับสนุนจากผู้เชื่ยวชาญ ในกรณีที่ไม่สามารถควบคุมตัวช้างได้และเพื่อลดการสูญเสียช้างลง โดยการใช้อุปกรณ์ยิงยาสลบระยะไกล ซึ่งมูลนิธิฯ ขอนำเข้าแต่ไม่เป็นผลเนื่องจากมีกฏหมายห้ามนำเข้า ทั้ง นี้การใช้ก็ต้องใช้วิจารณญาณและความพร้อมของพื้นที่ด้วย และหากจะต้องมีการเคลื่อนย้ายช้างออกจากพื้นที่ จำเป็นต้องใช้ยานพาหนะขนาดใหญ่
ช้าง อาละวาดและตกมัน
(การป้องกันและการแก้ไข)
โดย "โซไรดา ซาลวาลา"
อาการ ตกมันของ "ช้าง" เป็นอาการทางธรรมชาติของช้างพลายและช้างพัง ซึ่งมีอายุอยู่ในวัยเจริญพันธุ์ เมื่อช้างตกมันมากกว่าหนึ่งครั้งในหนึ่งปี แสดงถึงความสมบูรณ์ของร่างกาย ในระยะการตกมันนั้น ช้างจะมีอาการดุร้าย เกเร และอารมณ์ไม่ดี เจ้าของช้างหรือผู้ดูแลจะเป็นผู้ที่สามารถป้องกันเหตุร้ายได้ก่องผู้อื่น คือ ผู้ดูแลต้องคอยสังเกตต่อมน้ำมันที่ขมับทั้งสองข้างว่ามีน้ำมันไหลออกมาหรือ ไม่ ผู้ดูแลจะต้องหยุดการใช้งาน ลดอาหาร แยกออกจากช้างอื่น ๆ โดยเปลี่ยนโซ่ลามให้ใหญ่ขึ้น และนำไปผูกล่ามอย่างแข็งแรงในที่ร่มรื่น อาการตกมันนี้จะเป็นอยู่ประมาณ 2-3 สัปดาห์ บางเชือกก็นานกว่านี้ แต่อาการจะค่อย ๆ หายไป ช้างพังที่ตกมัน โดยส่วนใหญ่จะมีอาการดุร้ายน้อยกว่าช้างพลาย หากการป้องกันล้มเหลว การแก้ไขก็สามารถกระทำได้โดยเลือกสรรวิธีการได้หลายวิธี ตามสถานการณ์ คือ
1. กันประชาชนออกจากบริเวณช้างคลุ้มคลั่งอาละวาด ประกาศเป็นเขตอันตรายในทันที
2. โดย มีผู้ควบคุมสถานการณ์สั่งการโดยเฉพาะเพื่อให้ชุดปฏิบัติงานฟังคำสั่งจากผู้ ควบคุมเฉพาะกิจเพียงผู้เดียว เพื่อป้องกันการปฏิบัติงานที่ไม่สอดคล้องกัน และมีการสื่อสารที่รวดเร็ว ฉับไว
3. ติดต่อสวนสัตว์ใกล้เคียง เพื่อขอปืนยาสลบ ซึ่งสามารถแสดงผลภายใน 5-7 นาที
4. ลดการใช้เสียงอึกทึกหรือแสงไฟ อันจะเป็นเหตุยั่วยุให้ "ช้าง" อารมณ์ขุ่นขวางมากขึ้น
5. หาก ไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ กรณีพื้นที่ไม่อำนวย เป็นพื้นที่เปิดโล่งยากต่อการเข้าใกล้ช้างในระยะกระสุนยาสลบยิงถึง และจะเป็นอันตรายต่อผู้ปฏิบัติหน้าที่เข้าช่วยเหลือนั้น สามารถยิง "ช้าง" เพื่อให้ "ช้าง" สยบลงได้ โดยเลือกยิงที่บริเวณขาข้างใดข้างหนึ่ง (ด้วย ปืนลูกซองหรือปืนขนาดใกล้เคียง เพื่อไม่ให้กระดูกแตก) ช้างจะเตลิดไปได้ไม่ไกล จากนั้นควาญที่ชำนาญจะเข้าจับและควบคุมตัวช้างกลับได้
6. กรณี "ช้าง" หนีเข้าป่าลึก ไกลจากเขตพื้นที่อยู่อาศัยราษฎร ให้นำช้างอื่นมาช่วยต้อนและควาญช้าง ผู้ชำนาญจะสามารถควบคุมตัวช้างกลับได้
7. การให้อาหารช้างตกมันที่นิยม คือ ฟักเขียววันละ 2-3 ผล จนกว่าอาการตกมันหรือน้ำมันจะลดลง การให้กินฟักเขียวต้องระวังมิให้กินเกินกำหนด เพราะจะทำให้ช้างเสียกำลังมากเกินไป(หั่นเป็นชิ้นๆ) ควรให้หญ้าและน้ำพอควร ส่วนต้นกล้วยให้กินวันละหลายต้นได้ เพราะเป็นยาถ่ายท้อง ทำให้ลดกำลังช้างลงได้
8. การ แก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้านั้นเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง แต่หากมีการประสานงานและการสื่อสารที่ดี ระหว่างผู้ชำนาญ และ ผู้ปฏิบัติการเฉพาะกิจแล้ว จะทำให้อัตราการสูญเสีย "ช้าง" นั้นลดน้อยลง
9. กรณีฉุกเฉิน หรือต้องการข้อมูลคำแนะนำ ติดต่อโดยตรงได้ที่
โรง พยาบาลช้างของมูลนิธิเพื่อนช้าง
08-1914-6113
054-247870 (โทรสาร)
สาย ด่วน คุณโซไรดา ซาลวาลา
08-1936-3500
สายด่วน นายสัตวแพทย์ปรีชา พวงคำ
08-1936-3681
ศูนย์วิทยุผ่านฟ้า
191
รายการวิทยุ "ร่วมด้วยช่วยกัน"
1677, 142
รายการวิทยุ "สวพ.91"
1644, 0-2562-0033/34
รายการวิทยุ "จ.ส.100"
1137, 0-2711-9160/60
ศูนย์ รับแจ้งทุกข์และภัย กองป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน กรุงเทพฯ
1555
สายด่วน แจ้งช้างเร่ร่อน
1362
?
?
?




