โครงการบ้านหลังสุดท้าย
โครงการจัดเตรียมพื้นที่เพื่อเลี้ยงช้างทุกประเภท
ที่เจ้าของไม่ต้องการ (บ้านหลังสุดท้าย)
ช้างเป็นสัตว์บกที่มีขนาดใหญ่ที่สุด บริโภคธัญพืชและน้ำเป็นอาหาร ถึงวันละ 10% ของน้ำหนักตัวหรือเฉลี่ยประมาณ 200 กิโลกรัม การดูแลให้ช้างมีอาหารเพียงพอต่อความต้องการจึงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะพื้นที่ป่าซึ่งเป็นแหล่งอาหารตามธรรมชาติถูกทำลายลงไปมาก เจ้าของช้างบางรายจึงจำเป็นต้องบริจาคช้างเพื่อลดภาระการเลี้ยงดู หรือขายให้กับนายทุนเพื่อนำไปเช่าเร่ร่อน หรือขายออกนอกประเทศ
มูลนิธิฯ เล็งเห็นถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้น จากการที่ช้างป่วย ช้างชรา และช้างที่ถูกใช้งาน จนพิการจะถูกละเลย จึงดำริที่จะจัดเตรียมพื้นที่สำหรับช้างทุกประเภทที่เจ้าของไม่ต้องการ เพื่อนำมาบริบาล มีผู้ดูแลใกล้ชิด และประการสำคัญที่สุด ก็คือ ให้ช้างได้อยู่อาศัยในสภาพธรรมชาติจนสิ้นอายุ สถานบริบาลดังกล่าวจะมีเนื้อที่มากน้อยตามแต่ละภูมิภาคที่จะเอื้ออำนวย ทางมูลนิธิฯ กำลังดำเนินการเพื่อขอใช้พื้นที่ป่าจากกรมป่าไม้ เพื่อนำมาฟื้นฟูระบบนิเวศ ปลูกพืชพันธุ์ที่เป็นอาหารของช้าง และขยายพันธุ์ให้เพียงพอต่อการบริโภค ในพื้นที่บางแห่ง แหล่งน้ำและอาหาร อาจจะไม่สมบูรณ์ โครงการศึกษาวิจัยอาหาร/สมุนไพรของมูลนิธิฯ (จากโครงการโรงพยาบาลช้าง) จะช่วยให้ได้อาหารเสริม เพื่อให้ช้างได้รับสารอาหารครบถ้วน
อนึ่ง พื้นที่ป่าที่มูลนิธิฯ มีดำริจะขอใช้นั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เนื่องจากพื้นที่ป่าสมบูรณ์มีอยู่น้อยและพื้นที่บางแห่งมีราษฎรอาศัยอยู่ แล้ว เขตป่าเสื่อมโทรมก็ดูจะเป็นแหล่งเดียวที่จะเข้าไปฟื้นฟูและคงจะเป็นงานที่ ต้องใช้ระยะเวลายาวนาน ด้วยเหตุนี้ แหล่งน้ำจึงเป็นปัจจัยสำคัญของแหล่งที่อยู่อาศัยของช้าง การขอเช่าหรือขอใช้พื้นที่ในบริเวณต้นน้ำชั้นหนึ่งหรือใกล้เคียงคงจะเป็นไป ได้ยาก อย่างไรก็ตาม มูลนิธิฯ ก็จะพยายามผลักดันในทุกวิถีทางเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมาย ที่จะให้ช้างสามารถดำรงพันธุ์และปรับตัวอยู่ในสภาพธรรมชาติได้
?
องค์กรที่โครงการประสานงาน
- กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
- การให้การสนับสนุนโครงการ
มูลนิธิฯ ต้องการแรงสนับสนุนในด้านเงินทุนที่จะขอเช่าพื้นที่ป่าจากกรมป่าไม้ ทุนทรัพย์ในการฟื้นฟูระบบนิเวศการวิจัยพืชและอาหาร อีกทั้งทุนทรัพย์ในการดำเนินการและค่าใช้จ่าย สำหรับควาญช้างผู้ดูแลช้างในพื้นที่แต่ละแห่ง รวมทั้งสัตวแพทย์, สัตวบาล, ควาญช้างและเจ้าหน้าที่ด้วย
หมายเหตุ โครงการ นี้เป็นโครงการที่มูลนิธิเพื่อนช้างเตรียมการมาเป็นเวลานานตั้งแต่ก่อตั้งใน ปี 2536 แต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากยังคงติดขัดด้านงบประมาณและการหา พื้นที่ที่เหมาะสม




