ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ยังมิได้ก่อตั้งมูลนิธิเพื่อนช้าง (2535-ต่อเนื่อง) ในภาคเหนือเป็นส่วนใหญ่
?
โครงการ นี้ดำริขึ้นเพื่อที่จะช่วยเหลือช้างที่ได้รับบาดเจ็บ หรือล้มป่วยในพื้นที่ที่ไม่มีสัตวแพทย์เข้าไปดูแลได้ โดยทางมูลนิธิฯ ได้เริ่มดำเนินการในเขตพื้นที่ภาคเหนือ และขอความร่วมมือและประสานงานกับสัตวแพทย์ในพื้นที่อื่นๆ เนื่องจากมูลนิธิเพื่อนช้างไม่สามารถเดินทางไปยังทุกพื้นที่ได้ จึงได้ประสานงานกับอธิบดีกรมปศุสัตว์ รวมไปถึงความร่วมมือกับหน่วยงานในประเทศต่าง ๆ ในการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างสัตวแพทย์ เรื่องโรคช้าง
ใน การตรวจรักษา สัตวแพทย์จะเป็นผู้เดินทางเข้าไปในพื้นที่ที่ช้างทำงานอยู่ โดยเดินทางพร้อมควาญช้าง เดินทางไปในพื้นที่ห่างไกลเพื่อทำการตรวจรักษา การเดินทางตรวจเยี่ยมช้างในทุกๆ แห่ง นอกจากนี้ยังสามารถทำทะเบียนประวัติและบัตรสุขภาพช้าง ได้ในคราวเดียวกัน การเดินทางไปยังพื้นที่ดังกล่าว โครงการฯ จำเป็นต้องใช้พาหนะที่มีประสิทธิภาพ ในบางพื้นที่อาจจะต้องเดินทางโดยทางเท้า ข้ามลำน้ำ ฯลฯ การเตรียมพร้อมของสัตวแพทย์และผู้ติดตามนั้นเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากไม่สามารถทราบได้ว่าจะเผชิญกับสถานการณ์ใด เช่น ฝนตก น้ำท่วมขัง ดินถล่ม ขาดเสบียงและน้ำ เป็นต้น ดังนั้น มูลนิธิฯ จึงจำเป็นต้องจัดหารถยนต์ที่มีประสิทธิภาพพร้อมอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ ที่จำเป็นอื่นๆ ไว้ให้พร้อม สำหรับการปฏิบัติหน้าที่ ปัจจุบันรถยนต์ที่ใช้ใกล้หมดสภาพ เนื่องจากใช้งานอย่างหนักมาตลอด 9 ปีที่ได้รับบริจาคมา
รายงานผลการทำงานของโรงพยาบาลช้างของมูลนิธิเพื่อนช้าง
(โครงการสัตวแพทย์สัญจร)
?
?
?
?
?
โครงการโรงพยาบาลช้างและโครงการสัตวแพทย์สัญจร เป็นโครงการที่คาบเกี่ยวต่อเนื่องกัน โดยมีหลักการในการให้ความช่วยเหลือช้างป่วยดังนี้
ปกติ เมื่อช้างของชาวบ้านป่วยนั้น เจ้าของช้างจะเดินทางไปโรงพยาบาลช้างของมูลนิธิฯ เพื่อขอให้สัตวแพทย์เดินทางไปรักษา (ช้างที่อยู่โดยรอบโรงพยาบาลช้างฯ นั้นมี ประมาณ 1,500 เชือก ใน 9 จังหวัด คือ ลำปาง เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน ตาก แพร่ น่าน พะเยา เชียงราย) ในอดีตมูลนิธิฯ ขาดยานพาหนะ สัตวแพทย์จะสอบถามอาการของช้างและความรุนแรงของโรคและจ่ายยาให้ ถ้าหากว่าหลังจากให้ยาไปแล้ว 72 ชั่วโมง ช้างอาการไม่ดีขึ้นก็ให้เจ้าของช้างรีบโทรศัพท์ มาแจ้งให้ทราบ ทางโรงพยาบาลช้างฯ ก็จะเดินทางไปให้ความช่วยเหลือช้างดังกล่าวต่อไป ปัจจุบัน มูลนิธิฯ มียานพาหนะ และโทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้ ตลอด 24 ชั่วโมง จึงทำให้การประสานงานและออกเดินทางไปช่วยเหลือช้างได้ทันท่วงที แต่ยานพาหนะใช้งานมาเกือบ 3 แสนกิโลเมตร จึงมีความเร่งด่วนที่ต้องเร่งหายานพาหนะ มาทดแทน (ยังขาดผู้บริจาค)
หาก สอบถามอาการแล้วเห็นว่าจะต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนและจะต้องดูแล อย่างใกล้ชิด ทางสัตวแพทย์จะต้องเดินทางโดยนำเครื่องมือและเวชภัณฑ์ พร้อมควาญช้าง รีบเดินทางไปรักษาในทันที ซึ่งช้างส่วนมากจะอยู่ในป่าลึกทั้งสิ้น การรักษาช้างแต่ละครั้งจะใช้เวลาในการเดินทาง ไปกลับไม่ต่ำกว่า 8 - 10 ชั่วโมง หรือ 2-3 วันและเมื่อตรวจอาการของช้างป่วยแล้วเห็นว่าช้างเชือกดังกล่าวอาการหนักมาก และไม่สามารถเยียวยาในพื้นที่ได้ ก็จะต้องหาทางนำช้างเชือกนั้นไปทำการรักษาที่โรงพยาบาลช้างของมูลนิธิฯ ต่อไป จะเห็นได้ว่าการที่สัตวแพทย์เข้าไปถึงช้างป่วยได้เร็วที่สุดและทันท่วงที ก็จะสามารถช่วยช้างได้มากที่สุด
หมายเหตุสำคัญ
เนื่อง จากมูลนิธิเพื่อนช้างไม่สามารถเดินทางไปยังทุกพื้นที่ได้ จึงได้ปรึกษาอธิบดีกรมปศุสัตว์ เพื่อแต่งตั้งสัตวแพทย์อาสาประจำภาคใต้ของมูลนิธิเพื่อนช้าง เพื่อดูแลช้างในเขตภาคใต้ 14 จังหวัด อีกทั้งยังประสานงานกับสัตวแพทย์ในภูมิภาคอื่นเพื่อดูแลรักษาช้างที่เจ็บ ป่วย อาทิ จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดภูเก็ต จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช และพื้นที่ใกล้เคียง โดยมูลนิธิฯ เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ค่าเวชภัณฑ์ และค่าพาหนะในการเดินทางทั้งหมด
?
?
?
?
?




